วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดาและจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมและอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเราในปัจจุบัน เป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอก ท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่องและเรือ เดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้ โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลา กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใด ๆ ของเรือ หรือ เครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม- เบอร์มิวดา ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ชาติต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า หาสาเหตุ แห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่
เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทาง เป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบและ แจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใด ๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไป อย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าวทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบิน มีเวลา พอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติ มายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุกรายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่าง ๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุน ปั่น จะไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้ง ๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได้
อุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดายังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้รับรายงานการ สูญหาย หน่วยยามฝั่งที่ เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออ แต่ก็ประสบความ ล้มเหลว ที่จะพบพยานหลักฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง และในที่สุด กองทัพเรือสหรัฐ ก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใด ๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้ง ๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยายามจะปกปิด เรื่อราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่าง ๆ และเชื่อว่า จะต้องมี แรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีข่าวรายงานว่า มี นักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือ ฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดี จวบจน กระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใด ที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับและ ความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ไม่ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้
มีผู้ให้ความคิดเห็นและคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างก ็ว่าเนื่องมา จากความปั่นป่วน ของท้องน้ำ ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด จากแผ่นดินไหว ใต้มหาสมุทร หรือเกิดจากอุกาบาตเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น ได้พุงเข้าชนเครื่องบิน และทำให้เกิดระเบิดขึ้นมา รังควานเป็นครั้งเป็นคราว สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ให้คำอธิบาย ที่อาจ เป็นไปได้ว่า เครื่องบินและเรือเหล่านั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปยังอีกมิติหนึ่ง ด้วย การกระทำของสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาสูง เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง อีก ทฤษฏีหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ได้ให้เหตุผลว่า เครื่องบินอาจพุ่งดิ่งลงสู่ทะเล เพราะแรงดึงดูด ของ สนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือแรงโน้มถ่วงของโลก ที่เกิดจากฝีมือการกระทำของสิ่งมีชีวิต ที่มีปัญญาสูง เมื่อเครืองบิน นั้นร่อนลงสู่พื้นน้ำนักบินและลูกเรือก็จะถูกจับตัวโดย มนุษย์จากจานบิน (UFO) ที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกพวกหนึ่ง ที่ไม่คุ้นเคยกับชาวโลก ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ที่เหลือรอดมีชีวิต สืบต่อกันมาจากสงครามนิวเคลียร์มหาประลัย ที่เกิดขึ้น ในกาลก่อน หรือเป็นมนุษย์จากอวกาศนอกโลก หรือมนุษย์ในอนาคต ที่ต้องการ รวบรวมตัวอย่างการดำรงชีวิตของ ชาวโลก เพื่อการศึกษาค้นคว้า หรือป้องกันภัย ที่จะเกิด จากอาวุธนิวเคลียร์ ในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีอยู่หลายกรณีเกี่ยวกับการสืบสวนความลึกลับของเรื่องนี้ ที่เจ้าหน้าที่มุ่งตรงใน ประเด็นซึ่งเกี่ยวกับท้องทะเล โดยเฉพาะเพราะแม้ว่า เราจะอยู่ในสมัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ อวกาศก็ตาม แต่ความลึกลับของท้องทะเล ยังคงเป็นสิ่งมืดมน สำหรับพวกชาวโลกอยู่ ก่อน อื่นเราจะต้องรับความจริงที่ว่า 3 ใน 5 ส่วนของพื้นใต้มหาสมุทร เรายังรู้จักกันน้อยกว่า ปล่องภูเขาไฟในดวงจันทร์ หรือพื้นราบบนดาวอังคารเสียอีก เรามีแต่แผนที่ทางทะเล ที่เขียนขึ้นอย่างหยาบ ๆ จากการ สำรวจโดยใช้เสียงสะท้อนของโซน่า ใช้เครื่องดำน้ำลึก หรือเรือดำน้ำที่มีเขตจำกัดสำรวจได้เฉพาะพื้นน้ำที่ไม่ลึกนัก เท่านั้น และความประสงค์ ส่วนใหญ่ จะมุ่งเฉพาะการค้นหาแหล่งน้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นเอง เรายัง ไม่อาจจะทราบได้ว่า ในส่วนก้นบึ้งที่ลึกที่สุด มีอะไรที่จะสร้างความประหลาดใจ อย่างใหญ่หลวงให้แก่พวกเราบ้าง พื้นทะเลลึกและหุบเหวใต้ท้องทะเล อาจจะเป็นที่อาศัย ของสิ่งมีชีวิตที่มีมันสมองและฉลาดเกินกว่าเราจะคาดคิด ก็เป็นได้
ความลึกลับมหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเล หาได้หยุดยั้งเพียงเท่าที่กล่าวมาแล้วไม่ นิยายปรัมปรา เล่าลือสืบต่อเนื่องกันมา เกี่ยวกับพิภพ และสัตว์ประหลาดใต้ท้องทะเล โดย ไม่มีวันจบสิ้น และยิ่งการค้นพบหลักฐานซากเมืองโบราณ ใต้พื้นน้ำ ลึกเป็นพัน ๆ ฟุต ในหลายส่วนของพื้นมหาสมุทรทั่วโลก ยิ่งทำให้เรื่องพิลึกกึกกือได้รับความสนใจจาก ความอยากรู้ อยากเห็นของชาวโลกยิ่งขึ้น เราเคยทราบวัฒนธรรม และความรุ่งโรจน์ ของ ชาวเมืองแอตแลนติส โบราณจากบันทึกของ มหาปราชญ์เพลโตเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันนักโบราณคดีและนักภูมิศาสตร์ ต่างเชื่อมั่นว่าอาณาจักรแอตแลนติก อันเคยรุ่งเรือง ด้วยอารยธรรมมาก่อนนั้นมีจริง ขณะนี้เมืองทั้งเมืองได้จมหายอยู่ใต้พื้นมหาสมุทร แอตแลนติคที่ใดที่หนึ่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่โคลัมบัสเมื่อห้าร้อยปีก่อน คือส่วนหนึ่งของ กระแสน้ำอุ่น กัลฟ์ตรีม ที่เรียกกันว่าสายน้ำขาว พื้นน้ำบริเวณนี้จะมองเห็นสุกใส ด้วย แสงเรืองเป็นทางยาว ระยะทางเป็นไมล์ ๆ ใกล้ ๆ กับ บาฮามัส ซึ่งในปัจจุบันแสงเรือง บนพื้นน้ำเหล่านี้ก็ยังคงปรากฏอยู่การตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกิดการเรืองแสงของจุลินทรีย์ในน้ำที่ถูกฝูงปลารบกวนหรือเป็นแสงเรืองที่เกิดจาก กัมมันตภาพรังสี หรืออาจเป็น การเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาใต้ท้องทะเลกันแน่ และยิ่งกว่านั้น มีเหตุผลพอจะทำให้เชื่อได้ว่า พื้นที่ใต้มหาสมุทรแถวนั้นอาจเป็นที่ตั้งฐาน ใต้น้ำ ของชาวนอกโลก ที่มาศึกษาชีวิตความเป็นไปในโลกของเราก็ได้ และแสงเรือง ที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณให้ยานอวกาศของพวกเขาทราบตำแหน่งที่ตั้งและมองเห็นได้ ชัดเจน ก่อนที่ยานอวกาศจะเข้าสู่บรรยากาศโลก เหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ท่านอย่าเพิ่ง เชื่อปักใจ ไปกับอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตราบใดที่เรายังไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัด ปรากฏการณ์ประหลากชองสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ ที่มืดมนสำหรับเราอยู่
หลังจากได้อ่านแล้ว ทุกๆคนคิดว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามีจริงรึเปล่า

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

ผลวิจัยใหม่ มือถือ กับ มะเร็ง สมอง


เตือนภัยมัจจุราชไร้สายต่อเด็ก ใช้มือถือเสี่ยงมะเร็งสมอง 5 เท่า


เด็กที่ใช้โทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นห้าเท่าที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรง

อินดิเพนเดนท์ - ผลวิจัยใหม่จากสวีเดนเตือนเด็กและวัยรุ่นเสี่ยงเพิ่ม 5 เท่าที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงจากการใช้โทรศัพท์มือถือ

นักวิจัย ระบุว่า เด็กมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากสมองและระบบประสาทยังพัฒนาไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ความที่ศรีษะมีขนาดเล็กกว่าและกะโหลกบางกว่า ยังทำให้คลื่นพลังงานจากโทรศัพท์มือถือสามารถทะลุทะลวงเข้าสู่สมองเด็กได้ มากกว่า

งานวิจัยจากสวีเดนที่เผยแพร่ต่อที่ประชุมระหว่างประเทศว่า ด้วยโทรศัพท์มือถือและสุขภาพของผู้ใช้ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่อังกฤษเมื่อ เร็วๆ นี้ มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งว่าด้วยความ เสี่ยงจากการแพร่กระจายคลื่นพลังงานที่เป็นต้นเหตุของมะเร็ง

ศาสตราจารย์ เลนนาร์ต ฮาร์เดลล์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ฮอสปิตอลในโอเรโบร สวีเดน ผู้นำการวิจัย แถลงต่อที่ประชุมที่จัดโดยเรดิเอชัน รีเสิร์ช ทรัสต์ว่า ผู้ ที่เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือก่อนอายุ 20 ปีมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 เท่าที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรง (glioma) หรือมะเร็งที่เกิดที่เซลล์ค้ำจุนระบบประสาท (glial cells) ขณะที่ความเสี่ยงของโรคนี้ต่อเด็กจากการใช้โทรศัพท์ไร้สายในบ้านสูงถึงเกือบ 4 เท่า

สำหรับ ผู้ที่เริ่มใช้โทรศัพท์ในช่วงเด็กหรือวัยรุ่นมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 เท่าที่จะเป็นมะเร็งบริเวณส่วนต่อของหูกับสมอง (acoustic neuromas) ซึ่งแม้ไม่เป็นอันตราย แต่การตัดเนื้องอกนี้จากเส้นประสาทรับเสียงอาจทำให้เกิดอาการหูตึงได้

ในทางกลับกัน คน ที่ใช้โทรศัพท์มือถือหลังอายุ 20 ปีมีโอกาสเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรง เพียง 50% เท่านั้น และแค่ 2 เท่าสำหรับมะเร็งบริเวณส่วนต่อของหูกับสมอง

ศาสตราจารย์ ฮาร์เดลล์ กล่าวว่า ผลศึกษานี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย และว่าเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ ยกเว้นเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ส่วน
วัยรุ่นควรใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีหรือชุดหูฟัง และควรใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อพิมพ์ข้อความเป็นหลัก

สำหรับ คนอายุ 20 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะลดลงเนื่องจากสมองมีการพัฒนาเต็มที่แล้ว ศาสตราจารย์ฮาร์เดลล์ยังยอมรับว่า อันตรายต่อเด็กและวัยรุ่นอาจมีมากกว่าที่พบในการศึกษานี้ เนื่องจากการศึกษานี้ไม่ได้แสดงผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือระยะยาว ขณะที่มะเร็งส่วนใหญ่ใช้เวลานานเป็น 10 ปีในการก่อตัว หรือยาวนานกว่าช่วงเวลาที่โทรศัพท์มือถือเริ่มวางขายในตลาด

งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ ที่ใช้อุปกรณ์สื่อสารชนิดนี้นานกว่า 10 ปีมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรงและมะเร็งบริเวณส่วน ต่อของหูกับสมอง อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ฮาร์เดลล์ยอมรับว่า ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลา ยาวนานเพิ่มความเสี่ยงสำหรับคนที่เริ่มต้นใช้ในวัยรุ่นอย่างไร จึงควรทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

เดวิด คาร์เพนเตอร์ คณบดีคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก ที่เข้าร่วมประชุมด้วย เห็นพ้องว่า เด็กสมัยนี้ใช้โทรศัพท์มือถือกันเกร่อไปหมด ทำให้ในอนาคตสังคมอาจเผชิญวิกฤตสุขภาพจากโรคมะเร็งสมองอันเป็นผลจากการใช้ โทรศัพท์มือถือ





วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551

GAT PAT คืออะไร สอบอะไรบ้าง?? มาดูกัน GAT PAT 2553

GAT PAT ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปี 2553

นื่องจากสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยถึงการจัดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพื่อใช้เป็นคะแนนในการนำไปสอบระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์กลางว่า ตามที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติว่าการสอบแอดมิชชั่นส์ปี 2553 นั้นจะใช้สัดส่วนคะแนนดังนี้

1.องค์ประกอบในการยื่นคะแนนเข้ามาหาวิทยาลัย ปี 2553 ทปอ. จะใช้องค์ประกอบต่อไปนี้ในการยื่น คะแนนเข้ามหาวิทยาลัย 1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %
2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %
3) GAT 10-50 %
4) PAT 0-40 %

**หมายเหตุ
1. GPAX คือ ผลการเรียนเฉลี่ย สะสม 6 ภาคเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียน รู้
2. GAT คือ General Aptitude Test ความถนัดทั่วไป
3. PAT คือ Professional Aptitude Test ความถนัดเฉพาะ วิชาชีพ


รายละเอียดเกี่ยว กับ GAT 1. เนื้อหา - การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ ปัญหา(ทาง คณิตศาสตร์) 50% - การสื่อสารด้วยภาษา อังกฤษ 50% 2. ลักษณะข้อสอบ GAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย - คะแนนเต็ม 200 คะแนน เวลาสอบ 2 ชั่วโมง - ข้อสอบ เน้น Content Free และ Fair - เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก - มีการออกข้อสอบเก็บไว้เป็นคลังข้อ สอบ 3. สอบปีละหลายครั้ง - คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่สุด (จะสอบ ตั้งแต่ม. 4 ก็ได้)
รายละเอียดเกี่ยว กับ PAT 1. PAT มี 6 ชุด คือ PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์ เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion,Geometry, Trigonometry,Calculus ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability,Science Problem Solving Ability ฯลฯ PAT 3 วัดศักยภาพทางวิศวกรรม ศาสตร์ เนื้อหา เช่น Engineering Mathematics, EngineeringSciences,Life Sciences, IT ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Engineering Aptitude i.e. Multidimensional Perceptual Ability, Calculation Skills, Engineering Reading Ability, Engineering Problem Solving Ability PAT 4 วัดศักยภาพทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ เนื้อหา เช่น Architectural Math and Science ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Space Relations, Multidimensional Perceptual Ability, Architectural Problem Solving Ability ฯลฯ PAT 5 วัดศักยภาพทาง ครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ เนื้อหา ความรู้ในเนื้อหาภาษา ไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม วิทยา มานุษยวิทยา สุขศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ ครุ ศึกษา (Pedagogy), ทักษะการอ่าน (Reading Skills),ความรู้ทั่วไปเกี่ยว กับการศึกษาของประเทศไทย การแก้ปัญหาที่เกิดจากนัก เรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ PAT 6 วัดศักยภาพทางศิลปกรรมศาสตร์ เนื้อหา เช่น ทฤษฎีศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ความรู้ทั่วไปทาง ศิลป์ ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ ความคิดสร้าง สรรค์ ฯลฯ "อย่างไรก็ตาม มีข้อเรียกร้องจากสมาคมฝรั่งเศสที่เสนอขอให้ ทปอ.จัดสอบเรื่องภาษาที่ 2 ด้วย ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น เพื่อเป็นการวัดคุณภาพของเด็ก โดยจะขอให้เพิ่มเป็น PAT 7 และย่อยลงไปเป็น 7.1 , 7.2 ตามลำดับ แต่ ทปอ.เสนอว่าให้ทางสมาคมจัดสอบล่วงหน้าก่อนได้และให้กำหนดในเงื่อนไขแอดมิชชั่นว่าผู้ที่จะสอบในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษาเหล่านี้จะต้องผ่านการสอนวัดความรู้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีการมาเพิ่มเป็น PAT 7 สทศ.ก็ต้องมาทำการทบทวน PAT ทั้ง 6 ใหม่ ซึ่งก็จะยุ่งยากอีก"ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวและว่า สำหรับข้อสอบ PAT นั้นได้เชิญอาจารย์ทีเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นผู้ออกข้อสอบ โดย สทศ.จะอธิบายความต้องการ วัตถุประสงค์การออกให้ทราบ และเมื่ออาจารย์ออกข้อสอบเสร็จแล้วก้จะนำเข้าคลังข้อสอบในรอบแรกก่อนนำมาเข้ากระบวนการกลั่นกรองเพื่อเข้าคลังข้อสอบของ สทศ. ใหม่อีกครั้ง2. ลักษณะข้อสอบ PAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย - คะแนนเต็มชุดละ 200 คะแนน เวลาสอบชุดละ 2 ชั่วโมง - เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก - มีการออกข้อสอบเก็บไว้ในคลังข้อ สอบ 3. การจัดสอบ จะจัดสอบเมื่อนักเรียนอยู่ชั้น ม.6 โดยจัดสอบปีละ 2 ครั้ง - คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่ สุด
ขณะนี้ ทปอ.ได้มอบหมายให้ สทศ.เป็นผู้จัดสอบ GAT และ PAT ซึ่งในส่วนของ GAT มีการทดลองรูปแบบการสอบแล้ว โดยจะใช้การสอบทั้งแบบปรนัยและอัตนัย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 300 คะแนน โดยนักเรียนสามารถสอบได้ 2-3 ครั้ง และเลือกคะแนนสอบครั้งที่ดีที่สุดไปใช้ โดยคะแนนจะเก็บไว้ได้ 2 ปี แต่เด็กต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสอบเอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสอบได้ประมาณเดือนตุลาคม 2551 หรืออาจต้นปี 2552 เพื่อให้ใช้ทันแอดมิชชั่นปี 2553
“สทศ.ต้องเตรียมเรื่องการออกข้อสอบ โดยได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาช่วยออกข้อสอบให้ นอกจากนี้ สทศ. ยังจะจัดสอบ B-NET ซึ่งเป็นแบบทดสอบความรู้ 5 ภาคเรียนของ ม.ปลาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำไปใช้ในการรับตรง ซึ่งการที่ สทศ. ต้องจัดสอบ B-NET เพราะไม่ต้องการให้เด็กวิ่งรอกสอบหลายที่” ผอ.สทศ. กล่าว.

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

7 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับผิว

ความเชื่อผิด ๆ ที่ 1 การใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นความจริง : “จากผลพิสูจน์ส่วนใหญ่ การประโคมครีมบำรุงต่าง ๆ เข้าไปมาก ๆ แค่จะทำให้คุณต้องไปที่คลินิกรักษาผิวเร็วขึ้นเท่านั้น” น.พ.เคนเน็ท เบีย ผู้วชาญด้านโรคผิวหนังจากปาล์มบีช ในฟลอริดากล่าว “ทุกอย่างที่ประกอบไปด้วยส่วนผสม จะทำให้เกิดการระคายเคืองของผิว ถ้าคุณใช้มันมากเกินไป” แต่ส่วนผสมที่ได้ผลมากที่สุดคือ วิตามินซี เรตินอล และกรดอัลฟาไฮดรอคไซต์ ซึ่งทำให้ผิวนุ่มขึ้นและช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ และเบต้าไฮดรอคไซต์ (คล้ายสารซาลิไซลิค Salicylic) และเบนซอยเปออ็อคไซด์ ซึ่งจะช่วยทำให้ริ้วรอยหายไป ถ้าคุณใช้อะไรก็ตามที่มีส่วนประกอบของสารเหล่านี้ ให้ใช้แค่พอประมาณเท่านั้น และใช้บริเวณที่จำเป็น เช่น ถ้าคุณใช้ครีมทาใต้ตาก็แค่แตะเนื้อครีมให้เท่า ๆ กับเม็ดถั่วเม็ดหนึ่งเท่านั้นความเชื่อผิด ๆ ที่ 2 โทนเนอร์เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ (ขาดไม่ได้)ความจริง : “90% ไม่ควรจะใช้โทนเนอร์” ราเนลล่า เฮิร์ช ผู้วชาญด้านโคผิวหนังจาดแคมบริดจ์ ในแมชชาซูเซจ กล่าว “ในสถิติส่วนใหญ่ โทนเนอร์แค่ขัดความมันบนใบหน้าออกจนหมดและทำให้หน้านุ่ม” ดังนั้นแค่ล้างหน้าธรรมดาก็เพียงพอสำหรับการขจัดสิ่งสกปรกออกจากใบหน้า แต่ถ้ายังสงสัยเกี่ยวกับคราบดำ ๆ ที่เกิดขึ้นบนก้อนสำลีหลังจากเช็ดหน้า สั่งนั้นไม่ใช่สิ่งสกปรกแต่เป็นน้ำมันบำรุงผิวหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อกระทบกับอากาศ ดังนั้นผิวแบบไหนจึงควรจะใช้โทนเนอร์? แค่กลุ่มที่มีใบหน้ามันมาก ๆ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับสิวบนใบหน้ามาก ๆ และถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์และชาลีไซลิค ความเชื่อผิด ๆ ที่ 3 ครีมกันแดดมีส่วนผสมของ SPF ยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งช่วยปกป้องคุณจากแสงแดดได้มากเท่านั้นความจริง : ถ้าการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่มีค่า SPF ที่ 30 ควบคู่ไปกับครีมรองพื้นที่มีค่า SPF ที่15 และตบท้ายด้วยแป้งพัฟที่มีค่า SPF ที่ 10 คุณอาจจะคิดว่าถ้ารวมทั้งหมดแล้วเท่ากับ 55 ใช่ไหม? คำตอบคือไม่ใช่ ระหว่างที่คุณกำลังปลื้มกับการคิดตัวเลขจากค่า SPF ในการปกป้องคุณจากแสงแดด มันอาจจะโชคไม่ดีนักที่ค่า SPF ไม่สามารถเอามารวมกันได้ ดังนั้นถ้าคุณทาผิวตามชั้นของ SPF คุณก็อาจจะได้แค่ปกป้องผิวของคุณ จากตัวเลขสูงสุดของผลิตภัณฑ์ที่คุณได้ทาลงไป จากกรณีตัวอย่างคือ ค่า SPF 30+15+10 คุณก็จะได้ SPF ที่ 30 คือค่าสูงสุดเท่านั้นความเชื่อผิด ๆ ที่ 4 คุณอาจจะเสพลิปบาล์มรสโปรดของคุณได้ความจริง : ไม่มีทฤษฏีไหนบอกว่าส่วนประกอบของลิปบาล์มจะยิ่งทำให้ริมฝีปากของคุณแห้งมากขึ้น “ลิปบาล์มจะช่วยทำให้ริมฝีปากของคุณดูน่าสัมผัสและนุ่มขึ้น ดังนั้นเราจึงพยายามเติมมันบ่อย ๆ ทุกครั้งที่รู้สึกว่ามันถูกลบออก” ผู้วชาญทางด้านโรคผิวหนัง โดริส เด จากนิวยอร์ค กล่าว “แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เราเสพติดลิปบาล์ม” เรื่องจริงคือ ลิปบาล์มจะหมดไปบ่อย ๆ จากการเลียปาก “เมื่อความชุ่มชื้นหายไป ร่างกายจะทำให้ชุ่มชื้นกลับมาจนกลายเป็นนิสัย การเลียปากคือความต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นกลับคืนมา” น.พ. เบีย อธิบาย ดังนั้นการหยุดการเลียริมฝีปากและควรเริ่มต้นด้วยการทาครีมคอติโซนบนริมฝีปากคุณ และทาทับด้วยวาสลีน ทำอย่างนี้ 1 อาทิตย์ จากนั้นก็เริ่มใช้ลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของวาสลีน กลีเซอรีน หรือน้ำมันแร่ที่ทำให้ลิปบาล์มไม่หลุดออกง่าย ๆ และไม่ทำให้ริมฝีปากเกิดการระคายเคืองความเชื่อผิด ๆ ที่ 5 คุณจะไม่เห็นผล ถ้าไม่ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวเป็นยี่ห้อเดียวกันทั้งหมดความจริง : นี่เป็นคำตอบที่พนักงานขายบอกคุณก่อนจะถามถึงบัตรเครดิตของคุณ แต่คุณอาจจะช่วยปกป้องผิวของคุณได้มากยิ่งขึ้น โดยการเลือกผลิตภัณฑ์จากหลาย ๆ ยี่ห้อ “มันมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากบริษัทดี ๆ อีกมากมาย ไม่มีใครสามารถครองตลาดได้คนเดียว เดวิด แบงค์ ผู้วชาญด้านโรคผิวหนังจาก เมาท์ดิสโก ในนิวยอร์ค กล่าว “บางบริษัทอาจะผลิตมอยเจอไรเซอร์ได้ยอดเยี่ยมมาก แต่อีกที่หนึ่งอาจจะผลิตครีมล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพเจ๋งสุด ๆ แต่คุณควรหาสิ่งที่เหมาะกับคุณที่สุดและคละกันก็ได้” ดังนั้น สะสมผลิตภัณฑ์ตัวอย่างต่าง ๆ ไว้ เพื่อที่คุณจะได้ทดลองหลาย ๆ แบบหลาย ๆ ยี่ห้อ โดยไม่ต้องเปลืองเงินความเชื่อผิด ๆ ที่ 6 ครีมทาตาใช้ครีมอื่นแทนไม่ได้ความจริง : ผิวหนังรอบ ๆ ตาเป็นส่วนที่บางที่สุดในร่างกายคุณ ดังนั้นมันก็ต้องการความพิเศษมากกว่าส่วนอื่น แต่มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเปลืองเงินเพิ่มขึ้นในการซื้อกระปุกครีมสำหรับทาตา “ถ้าคุณใช้ครีมบำรุงหน้าที่มีส่วนประกอบของน้ำมาก ๆ มันก็ไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่ใช้มันกับตาของคุณ” น.พ. แบงค์ กล่าว “ถ้ามีคุณก็ไม่ต้องซื้อครีมทาตาให้สิ้นเปลือง” และในการหลีกเลี่ยงปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมา เช่น การแพ้หรือระคายเคือง ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า มอยส์เจอร์ไรเซอร์ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะมันเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ผิวรอบตาเกิดการระคายเคือง และถ้ามันมีส่วนผสมของสารป้องกันรังสีจากแสงแดดอย่าง ซิงค์ออกไซด์และไทเทเนียมไดออกไซด์ สารเหล่านี้แทบจะไม่ทำให้ตาระคายเคืองได้เท่าสารเคมีอย่าง avobenson และ oxybenzone เหนือสิ่งอื่นใด จำไว้ว่าสำหรับดวงตาให้ใช้นิ้วนางเท่านั้นในการทาผิวบริเวณรอบดวงตาความเชื่อผิด ๆ ที่ 7 มาสคาร่าของคุณอาจจะเสีย แต่ไม่ใช่สำหรับครีมบำรุงผิวความจริง : โชคไม่ดีนักที่ครีมบำรุงผิวสำหรับกลางคืนที่คุณวางไว้ในตู้มา 2 ปีแล้ว อาจจะไม่ค่อยให้ผลอะไรกับคุณในตอนนี้ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ในระยะเวลานาน ๆ ส่วนผสมของครีมบำรุงผิวหน้าจะมีคุณภาพต่ำลง ทำให้ไม่ได้ผลดีเหมือนเดิม ยิ่งถ้าผลิตภัณฑ์ค้างนานมากเกินไป อาจจะทำให้ส่งผลในการเกิดแบคทีเรีย “กฎที่ต้องจำไว้ก็คือ ควรเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าต่าง ๆ ทุก ๆ ปี” ผู้วชาญด้านโรคผิวหนัง เอเรียล คาวาร์ จากนิวยอร์ค กล่าวและตอนนี้ผลิตภัณฑ์บางอย่างมากับป้าย และบอกว่าควรใช้ในเวลากี่เดือน (6 หรือ 12 หรือ 15 เดือน) และเริ่มนับจากเมื่อคุณเปิดมันออกมาใช้ แต่ทำอย่างไรถึงจะจำได้ว่าเริ่มใช้เมื่อไร ให้ใช้ปากกาเขียนวันที่ที่คุณเปิดเอาไว้ใต้ขวด จะช่วยย้อนความจำได้

Donald Duck



Donald Duck is one of the most favorite movie character ever. He has been in over 130 cartoons and his magazines are read all over the world. Together with his nephews, Huey, Dewey and Louie he has all kinds of adventures. As a tribute to the most famous duck in the world and for all the fans around the world, I have tried to make a page to celebrate the world of Ducktown! You can find here lots of colouring pages, pictures, wallpapers and games from Donald Duck, Daisy Duck, Scrooge, Huey, Dewey and Louie and the other characters who live in Ducktown!

One of the most popular of the Disney cartoon characters, Donald Duck made his debut in the Silly Symphony cartoon "The Wise Little Hen" on June 9, 1934. His fiery temper endeared him to audiences, and in the 1940s he surpassed Mickey Mouse in the number of cartoons reaching the theaters. Eventually, there were 128 Donald Duck cartoons, but he also appeared in a number of others with Mickey Mouse, Goofy, and Pluto. His middle name, shown in a wartime cartoon, is Fauntleroy. Clearly, the most significant factor that led to Mickey's super-stardom was his optimistic, cheerful, resilient character -- one very much like Walt's. The original voice of Donald was Clarence "Ducky" Nash, who was succeeded after 50 years by Disney artist Tony Anselmo. A daily Donald Duck newspaper comic strip began on February 7, 1938.

Donald Duck has a good heart and always has good intentions. Well, almost always. Actually, it's his second or third intentions that are the good ones, but by the time they surface Donald's already off and running in the wrong direction. He refuses to let anyone or anything stand in his way. It doesn't matter how much humiliation the world dishes out to him, Donald will take it and come back for more. He's a loser, not a quitter, and he'll go down fighting. This is a duck with one short fuse, and an amazing (if unintelligible) command of language, and when things don't go right, he goes ballistic. Yet after the storm is over and the tantrum is through, when faithful Daisy soothes his brow or his conscience finally catches up with him, even Donald can admit that there must be a better way. If only he could figure out what it is.

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2551

รู้หรือไม่ว่าทำไมเข็มทิศจึงหันไปทางทิศเหนือเสมอ?





เข็มทิศ (magnetic compass) คือเครื่องมือสำหรับใช้หาทิศทาง มีเข็มแม่เหล็กที่แกว่งไกวได้อิสระในแนวนอนทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ตามแรงดึงดูดของแม่เหล็กโลก และที่หน้าปัดมีส่วนแบ่งสำหรับหาทิศทางโดยรอบ เข็มทิศจึงมีปลายชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ (อักษร N หรือ น) เมื่อทราบทิศเหนือแล้วก็ย่อมหาทิศอื่นได้โดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ ด้านขวามือเป็นทิศตะวันออก ด้านซ้ายมือเป็นทิศตะวันตก ด้านหลังเป็นทิศใต้ การบอกทิศทางในแผนที่โดยทั่วไป คือการบอกเป็นทิศที่สำคัญ 4 ทิศ คือทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก หรืออาจจะบอกละเอียดเป็น 8,16 หรือ32ทิศก็ได้

Tangüis cotton


In 1901, Peru's cotton industry suffered because of a fungus plague caused by a plant disease known as "Cotton wilt" and " "Fusarium wilt" (Fusarium vasinfectum).[8] The plant disease, which spread throughout Peru, entered the plant by its roots and worked it's way up the stem until the plant was completely dried up. Fermín Tangüis a Puerto Rican agriculturist who lived in Peru, studied some species of the plant that were affected by the disease to a lesser extent and experimented in germination with the seeds of various cotton plants. In 1911, after 10 years of experimenting and failures, Tangüis was able to develop a seed which produced a superior cotton plant resistant to the disease. The seeds produced a plant that had a 40% longer (between 29 mm and 33 mm) and thicker fiber that did not break easily and required little water.[9] The Tangüis cotton, as it became known, is the variety which is preferred by the Peruvian national textile industry. It constituted 75 percent of all the Peruvian cotton production, both for domestic use and apparel exports. The Tangüis cotton crop was estimated at 225,000 bales that year